บันทึกประจำวันพุรุหัสที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ตอน...เมืองๆ
...อากาศยามเช้าวันนี้ค่อนข้างสดชื่นนะผมว่า...
...แม้จะเป็นความสดชื่นที่อยู่ท่ามกลางความวุ่นวายเร่งรีบอย่างเป็นปกติธรรมชาติของคนในเมือง
ซึ่งห่างหายไปนาน หลังจากที่ผมเลือกที่จะปลีกตัวเองหลบหนีความวุ่นวายของเมืองกรุง
ไปฝึกงานที่ภูเก็ตนานกว่าสองเดือน
และตลอดสองเดือนที่ผ่านมา มีเรื่องราวและรอยเท้าที่เกิดจากการเดินทางที่น่าจดจำอยู่ตลอดเวลา
...ยอมรับว่านี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิต ที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศเมืองๆยามเช้าแถวๆ ม.เกษตร
แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกในรอบสองถึงสามปีได้ เนื่องจากผมไม่ใช่คนฝั่งนี้ แต่เมื่อคืนผมมานอนหอเพื่อน
ซึ่งพวกเค้าฝึกงานกันที่การประปา แต่ผมฝึกเสร็จแล้ว และพอดีว่าเมื่อวานผมออกมาทำงานพิเศษที่บ้านพี่ปิงปองด้วย
เลยถือโอกาสแวะไปเยี่ยมเยียนพักพวกซ้าหน่อย ไปอยู่ใต้มานานก็คิดถึงเพื่อนบ้างเป็นธรรมดาครับ^_^
...ปกติแล้วผมเป็นคนที่ไม่ชอบความวุ่นวายก็จริง ถ้าดูจากที่ที่ผมเลือกไปฝึกงาน
ทั้งที่เพื่อนผู้ชายคนอื่นๆเลือกที่จะฝึกงานใกล้เมืองใกล้บ้านกัน แต่ผมกลับเลือกที่จะลงใต้ไปไกลขนาดนั้น
ไกลบ้าน ไกลเมือง ไกลความศิวิไลซ์ แต่ใกล้ธรรมชาติ ใกล้ภูเขา ใกล้ทะเล...
แต่น่าแปลกใจที่ผมกลับรู้สึกประทับใจอยู่ลึกๆกับบรรยากาศเมืองๆของเช้าวันนี้
ระหว่างที่นั่งเขียนบันทึกนี้อยู่บนรถเมล์สายยี่สิบสี่ซึ่งนั่งจากหอเพื่อนไปอนุเสาวรีย์ชัยฯเพื่อกลับบ้าน
ผมลองคิดดูเล่นๆเพลินๆ หาคำตอบว่าเพราะอะไร???...
...แล้วก็มีความคิดมากมายค่อยๆผุดขึ้นมา...
...อาจเพราะเป็นครั้งแรกในรอบสองถึงสามปี...
...หรือไม่ก็...คงคิดถึงบรรยากาศคล้ายๆแบบนี้สมัยก่อนเข้ามหาวิทยาลัย...
...หรือจะเป็นความชินชาในความดั้งเดิมปกติจนแอบคิดว่ามันเป็นเรื่องดีไปแล้วที่ทุกอย่างคงเดิม
ในภาวะที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังเลวร้ายเช่นนี้...
...เอ๊ะ!!!...หรือว่าผมแก่แล้ว.....-_-"
อาจเกิดจากทุกข้อพร้อมๆกันก็ได้...แต่ประทับใจจริงๆนะครับ ทุกองค์ประกอบเหมือนมันถูกสร้างมาให้ดูเป็นอย่างนั้น
ดูวุ่นวาย...ดูเร่งรีบ...ดูเยอะแยะจอแจ...แต่เป็นธรรมชาติ...ไม่ได้มีอะไรสร้างเสริมเติมแต่งให้มันเป็น...
นี่แหละมั้งครับที่เป็นอะไรอะไรของมนุษย์ไทยเราอย่างแท้จริง...
อืมมมม...ถ้าเรานึกย้อนไปเล่นๆนะครับ บรรพบุรุษเราอาจเคยเป็นแบบนี้มาก่อนก็ได้ ใครจะไปรู้
ลองนึกภาพตามนะครับ...อากาศแจ่มใสยามเช้าวันหนึ่ง ณ ผืนแผ่นดินทองอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลก
ในน้ำมีปลานานาชนิดว่ายวนไปมา ในทุ่งนาก็มีต้นข้าวและพืชพรรณธัญญาหารเพรียบพร้อม
ชาวบ้านตื่นแต่เช้าต้อนวัวควายฝูงใหญ่ไปกินหญ้าและทำนา เหล่าข้าราชการมหาเสนา มหาดเล็ก มหาดใหญ่ก็เช่นกัน
ต้องตื่นแต่เช้าขับขี่เกวียนประจำตำแหน่งสุดหรูหราออกไปทำงานที่ในวัง แต่ระหว่างทางก็เจอกับปัญหาการจราจร
ที่ติดขัดจากฝูงวัวฝูงควายที่ชาวบ้านต้านไปกินหญ้า ทำให้เหล่าขุนนางข้าราชการเหล่านั้นเกิดความหงุดหงิด
เนื่องจากว่าตนเองจะต้องเข้างานสาย อาจถูกลดศักดินาประมาณ 35 ไร่ กับอีก 28 ตารางวา อะไรแบบนี้ 5555
คิดภาพตามเล่นๆแบบนี้ก็เพลินดีครับ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็เถอะ เอาเป็นว่าเช้านี้ผมรู้สึกสดชื่นละกันครับ^_^
...เช้านี้ผมตื่นจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เพิ่งดื่มกับเพื่อนๆเมื่อคืน รีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วเดินทางกลับบ้านทันทีครับ
เพราะยังมีภารกิจสำคัญรออยู่ที่มอ นั่นก็คือ..."ผมลงทะเบียนผิด"ครับ...
ฟังดูไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าเกรดสองวิชาของผมออกแล้ว แต่ผมไม่สามารถเอาเกรดนั้นมาเป็นของผมได้
มันน่าเจ็บใจใช่มั้ยล่ะครับ เกรดของผมเอง แต่มันไม่ยอมมาเป็นของผมโดยชอบธรรม
แต่ไม่ใช่ผมคนเดียวครับ ไอ้โอเพื่อนรักของผมก็ลงเรือลำเดียวกันมาด้วย
ที่จริงก็ทำให้ผมไม่เหงานะครับ แต่มันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่สำหรับใครทั้งนั้น นอกจากนี้
ภารกิจอีกอย่างคือไปติดต่อเรื่องจองหอพัก อันนี้เรียบร้อยดีครับ แต่อันแรกเกิดปัญหานิดหน่อย
ทางออกของปัญหามีครับ แต่ผมไม่มีกุญแจ พี่นิดฝ่ายกิจการนักศึกษาของคณะบอกว่า
ให้ผมไปติดต่อแก้ไขการลงทะเบียนที่สำนักงานอธิการบดี โอเคครับ นั่นง่ายมาก แต่ที่นั่นต้องแต่งกายเรียบร้อยเท่านั้น!!!
วันนี้ผมใส่เสื้อคอปกตัวเก่ง กางเกงขายาว ผมสั้นสะอาดสะอ้าน ...แต่ดันสวมรองเท้าแตะ...
...จบครับ...ที่แหละที่ทำให้ผมไม่ง่าย mission fail ทันที
...เป็นเรื่องเล็กๆที่น่าเจ็บใจมากอีกเรื่องจากหลายๆเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตผมอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อบ่อยขึ้นก็ทำให้ผมเริ่มเข้าใจความสำคัญของคำว่า "องค์ประกอบ" ซึ่งทำหน้าที่ประกอบสรรพสิ่งบนโลกนี้ขึ้นมา
ทุกส่วนที่ประกอบอยู่นั้น อาจมีหน้าที่และรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน บางชิ้นสามารถทำงานได้ดีเมื่ออยู่โดดเดี่ยว
แต่บางชิ้นเมื่ออยู่โดดเดี่ยวกลับกลายเป็นเพียงสสารไร้ซึ่งคุณค่าไป
แต่ในทุกส่วนทุกชิ้นนั้น ผมเชื่อว่ามันคงมีพลังประหลาดบางอย่างอยู่ในตัวมันเองครับ
พลังพิเศษที่หากขาดชิ้นใดไปจะไม่มีทางประกอบสิ่งๆนั้นได้สมบูรณ์อย่างแน่นอน
ดูอย่างผมสิครับ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าทางออกนั้นใกล้แค่กบตวัดลิ้นกินแมลงขนาดไหน
แต่ขาดไปเพียงรองเท้าหุ้มส้นเรียบร้อยๆคู่เดียว ก็ทำภารกิจไม่ได้แล้ว เฮ้อ...เจ็บใจตัวเองอยู่ลึกๆน่ะครับ555
...แต่ไม่เป็นไร ไว้วันจันทร์ค่อยไปใหม่ก็ได้ครับ ไหนๆกลับมาที่มอทั้งที ผมเตรียมของดีจากภูเก็ตมาฝากน้องรหัสด้วย
จริงๆวันนี้นัดไอซ์กะยิมไว้ว่าจะไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน เมื่อเป็นดังนั้น ผมจึงอดข้าวเช้าเพื่อเตรียมเลี้ยงน้อง
และท้องตัวเองเต็มเหนื่ยว แต่ปัญหานึงเกิดขึ้นก่อนครับ เมื่อผมเปิดกระเป๋าตังค์ตัวเองแล้วพบว่า...
...บัตรATMหาย...........................
...................................
.......................
............
...ม่ายมีเงินซักบาท...
ยังดีที่ยิมกะไอซ์ยังทำธุระส่วนตัวไม่เสร็จ ผมยังมีเวลาเหลือพอให้ไปธนาคารเพื่อทำบัตรใหม่
คิดได้ดังนั้นผมรีบโทรไปฟ้องแม่ก่อนเลย555 "ม้าาาาา บัตรATMหาย..."
ระหว่างรอแม่โอนเงินมาให้ผมก็รีบไปเอาจักรยานคันเก่งออกทันที แต่!!!
จักรยานจอดตากแดดตากฝนทิ้งไว้ที่ข้างคณะเป็นเวลาสองเดือนเต็มๆ ยางจะแฟ่บก็ไม่แปลกนี่ครับ
เฮ้อ....เข็นครับ ผมเข็นไปร้านซ่อมจักรยานในมอ แต่ปิด!!! ต้องเข็นไปเติมลมที่ใต้หอเจ็ด
ก็ต้องไปตกใจกับถนนหน้าหอชายสามสี่ หกเจ็ด และแปดเก้า ที่ปิดซ่อมแซม โอ้ววว ถนนหายไปหนายยย>_<
เติมลมเรียบร้อยก็บึ่งไปธนาคารหน้ามอเลยครับ ทำธุระอยู่นาน ทั้งทำบัตรใหม่และเปลี่ยนสมุดบัญชี
ทีนี้มีเงินกินข้าวกะน้องๆแระ แต่ความแน่นอนของโลกก็กลับมาเยือนผมอีกครั้งT_T
น้องรหัสจำวันผิด นึกว่าวันนี้จะว่าง ผมเลยแห้ววววว ฮือออออ....T__Tวันนี้มันวันแห้วแห่งชาติรึไงเนี่ยยยย...
แต่ฟ้าหลังฝนย่อมดีเสมอครับ ไม่เป็นไรไม่มีอะไรทำก็กลับก็ได้ ถือซะว่ามานั่งรถเล่น ทัวร์ศาลายาปีที่สี่555
ระหว่างรอรถเมล์บังเอิญนึกขึ้นได้ว่าอยากดูหนังเรื่องไอร่อนแมนภาคสอง เลยเปลี่ยนเส้นทางครับ
...นี่เป็นการดูหนังในโรงคนเดียวครั้งแรกของชีวิตเลย ประทับใจตั้งแต่ภาคแรกแล้วครับ
ต้องยอมรับว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ดีมากจริงๆ ขนาดภาคสองก็ยังคงคุณภาพไม่ตกเลย
คือ ดูแล้วยังคงความอึ้ง ทึ่ง เสียว แสบ สันต์ มันส์กระชับกันถ้วนหน้าเลยทีเดียว
ผมไม่แน่ใจว่าจะมีซักกี่คนที่เคยนั่งดูหนังในโรงหนังคนเดียว บางคนอาจจะไม่เชื่อครับ
เพราะมันเป็นไปได้ยากที่คนเคยมีเพื่อนไปดูอยู่เสมอ จะตัดสินใจไปดูคนเดียวได้ง่ายๆ
แม้แต่ผมก่อนหน้านี้ก็เคยคิดอยู่บ่อยๆเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็"ไม่ดีกว่า"ทุกที ก็ดูคนเดียวมันเปลี่ยวจะตายไป
เสียดายเงินด้วย เก็บเงินไว้ดูกะเพื่อนดีกว่า... แต่ในกรณีนี้มันมีแรงจูงใจมากพอครับ...
..."แรงจูงใจ"...ใช้คำนี้เลยเหรอ???
...คำนี้ฟังดูเหมือนที่นักสืบชอบใช้กับผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นฆาตกรอยู่บ่อยๆใช่มั้ยล่ะครับ
นั่นแหละครับ ผมคิดว่าผมใช้คำไม่ผิดนะครับ เหตุการณ์วันนี้และก่อนๆหน้านี้ล้วนเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ
ที่ทำให้ผมตัดสินใจดูหนังในโรงหนังคนเดียวเป็นครั้งแรกโดยไม่ลังเลเหมือนครั้งก่อนๆอีกแล้ว
ก่อนที่ผมจะกลับมาจากภูเก็ต ผมมีเวลาประมาณเกือบอาทิตย์นึงเพื่อเที่ยวและหาซื้อของฝากที่ระลึก
แต่เนื่องจากรายงานยังไม่เสร็จ ผม โอ และใบตองจึงต้องขังตัวเองไว้ในห้องเพื่อทำมันให้เสร็จ
แต่ก็ไม่เสร็จซะที เวลาที่เหลือหลังฝึกงานเสร็จซึ่งผมวางแผนไว้ว่าอยากไปดูหนังซักเรื่องก่อนกลับ
ก็ได้หมดลงโดยปริยาย นี่คือแรงจูงใจแรกที่เป็นตัวจุดชนวนครับ
บวกกับเมื่อกลับมากรุงเทพฯ ผมยังคงต้องออกจากบ้านทุกวันเพื่อไปทำงานพิเศษตามโอกาส
ไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน เพื่อนๆ the movies gang ของผม ก็อยู่ไกลจากผมหมด ณ เวลานั้น
เงินที่เตรียมไว้เลี้ยงน้องก็เพิ่งได้มาหมาดๆ แถมยังเซ็งกะเรื่องวันนี้อีก สภาพอากาศเต็มใจด้วย
ปัจจัยครบ...แรงจูงใจแน่น...ก็...
ลุยยยย!!!ครับลุยยยย555555555
...ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมวันนี้ผมถึงตัดสินใจดูหนังคนเดียวทั้งที่ไม่เคย
แต่ก็ช่วยได้เยอะเลยครับ อย่างน้อยก็ทำให้วันนี้ไม่จบลงด้วยเรื่องๆแย่ๆซะทีเดียว...
"บางที...โลกกลมๆใบนี้คงกำลังพยายามสอนให้ผมเรียนรู้...
...เรียนรู้ที่จะร้องไห้จนชินชาเพื่อปราชัยให้กับความผิดหวัง และพร้อมที่จะฉีกยิ้มให้กว้างเพื่อหัวเราะดังๆให้กับเรื่องที่สมใจ
ซึ่งโลกใบนี้ได้จัดเตรียมไว้มอบให้ในวัยและโอกาสที่ต่างกัน..."