2006/Apr/05

พวกคุณเคยคิดเหมือนผมรึป่าว???

ตอนเด็กๆ...ผมเคยคิดว่า ไม่อยากโตเลย

เหตุผลน่ะเหรอ...ตอนนั้นคิดว่า...อยากเป็นเด็ก ได้ดูการ์ตูนตลอดไป

------------------------------------------

และแล้ววันนึง...เรื่องที่ผมไม่ต้องการให้เกิดขึ้น...มันก้อเกิดขึ้นจนได้

ให้ตายเหอะ...แล้วผมก้อโตจนได้...ผมโตแล้ว...ไม่นะ...ไม่จิง

ผมโตแล้วอ่ะ...ทำไงดี...ผมไม่ได้อยากโตซะหน่อย...แล้วทำไม?

โอว...วันเวลาที่แสนสดใสซาบซ่านและสนุกสนานของผม

เด็กผู้ชายที่แสนซุกซน กระโดดโลดเต้นเล่นคนเดียวไปวันๆคนนั้น

ตอนนี้...เค้าไม่อยุ่ให้เราได้เห็นซะแล้ว...

-------------------------------------------

วันนี้...ผมไปเยี่ยมเยียนและเลี้ยงอาหารแก่เด็กๆที่พิการซ้ำซ้อนมา

กลับมาถึงโรงเรียนตอนประมานบ่ายโมง เลยกลับบ้านก่อน

อาบน้ำ...ไปคลินิก ล้างแผล...แล้วก้อไปเรียนฟิสิกส์พี่โอ๊ว...

เลิกเรียน กลับถึงบ้านประมานสองทุ่มกว่า...บ้านไม่มีคนอยุ่...

ล้วงหากุญแจบ้านในกระเป๋า...ไม่มี...ไม่มีกุญแจบ้าน...ไม่มีคนอยู่

คัน...ยุงกัด...เร่ร่อนอยู่นอกบ้าน...รอ...รอ...และก็รอ.....

 

 

5 นาทีผ่านไป.....................................

 

 

15 นาทีผ่านไป....................................

 

 

25 นาที............................................

 

 

40 นาที............................................

 

 

1 ชั่วโมง..........................................


ในที่สุดก้อได้เข้าบ้านซะที...

พอเข้าไปแล้วเจออะไร...

พ่อเรียกมาว่า...เรื่องเก่าๆ...เดิมๆ...แล้วเค้าก้อเครียดเอง...

ผมมันไม่เอาไหน...ลูกคนอื่นๆดีกันหมดทั้งโลก...

ผมกะน้องแค่ 2 คนเท่านั้นแหละ ที่เลวที่สุดในโลก แย่ที่สุดในโลก...

ผมขอโทษละกัน...ผมเต็มที่กับมันแล้ว...จนหลายครั้งที่ผมเหนื่อย...ท้อ

ไม่มีใครให้ปรึกษา...เพราะทุกคนมองกันคนละด้าน...

เลยไม่มีใครช่วยใครได้...

ก้อเหมือนกัน...ผมเองก้อชินแล้วล่ะ...เรื่องเดิมๆที่พูดมาตลอด 15 ปี

-------------------------------------------

วันนี้...ผมโตแล้วจิงๆ...เหตุผลของผมเปลี่ยนไปแล้วด้วย...

ทำไมถึงไม่อยากโต...???

เพราะผมอยากให้วันเวลาดีๆของเราคงอยู่กับชีวิตผมตลอดกาล...

วันที่ผมได้ขี่คอพ่อเล่น...นอนแอ้งแม้งบนพุงอันอวบอื่มของพ่อ...

วันที่พ่อพาผมไปเที่ยวห้างแล้วชอบไปแอบ ทำให้ผมร้องไห้เสมอ...

วันที่พ่อให้ผมท่องสูตรคูณและสวดมนต์ทุกครั้งเวลาซ้อนมอไซพ่อไป รร.

วันที่ผมแอบเดินไปนอกบ้านโดยไม่บอก จนโดนพ่อตีจนเดินไม่ได้...

วันที่ผมทะเลาะกะพ่อในเรื่องไม่เป็นเรื่อง...

วันที่เราไปขายเสื้อผ้าข้างกำแพงวัดด้วยกัน...พ่อซื้อปลาหมึกปิ้งให้กิน

วันนั้น...พ่อซื้อไอติมให้ผมกิน...ทั้งที่ขายไม่ค่อยได้...

วันที่พ่อทายาให้ผมทุกครั้งที่ตีเส็ด...ผมร้องไห้มากมาย...

แม่เคยบอกผมว่า...พ่อแอบจุ๊บหน้าผากผมทุกคืนตอนผมหลับสนิท...

วันที่เราครอบครัว4คนมอเตอไซคว่ำที่สี่แยกบ้านแขก...

วันที่พ่อพาผมไปสมัครเรียนว่ายน้ำ...เรียนภาษาจีน...

วันที่ผมร้องไห้อยากได้จักรยาน...พ่อขับมอไซไปข้างนอก...

...แล้วขับกลับมา...จักรยานคันใหญ่อยู่บนตะแกลงหลังมอไซพ่อ...

วันที่พ่อซื้อคอมพิวเตอร์ให้...ขากลับรถคว่ำบนทางด่วน...

คอมพัง..."ไม่เป็นรัยหรอกพฤต เด๋วป๊าไปซื้อให้ใหม่"...

นี่คือวันเวลาอันแสนวิเศษสุดๆที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตของผม...

-----------------------------------------

แล้ววันนี้ล่ะ...เป็นที่รู้กันตั้งแต่ต้นแล้วว่า...ผมโตขึ้นแล้ว...

วันเวลาเหล่านั้นไม่มีแล้ว...ไม่มีอีกแล้ว...ไม่มี...หมดเวลาแล้ว...

ปาป๊าเพิ่งบอกผมว่า "ต่อไปนี้ไม่ต้องเรียกเค้าว่าป๊าอีก..."

...

...

...

...

...

ผมอาจช๊อกอยู่บ้าง...

แต่...ไม่รู้จะทำไงต่อ...

ขอโทษนะป๊า...ผมขอโทด...

ผมมันคงไม่ได้เรื่องอย่างที่ป๊าบอกจิงๆแหละ...

ผมไม่รู้จะทำไงให้มันดีขึ้น...

ผมไม่รู้จิงๆ...

ผมแค่อยากร้องไห้...ร้องให้มันสุดๆไปเลย...ร้องไปเรื่อยๆ...

ร้องไป...ให้เหมือนตอนโดนป๊าตีตอนเด็กๆ...

แค่อยากให้ป๊ารู้...

พฤตรักป๊ามากขนาดไหน...

ป๊าเป็นพ่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตพฤตเลยล่ะ...

พฤตรักป๊านะ...

คิดถึงวันเวลาเก่าๆจังเลยเนอะ...แต่คงกลับมาไม่ได้แล้วสินะ...

เฮ้อออออ...

ถึงแม้จะเศร้าอยู่คนเดียว...ได้ร้องไห้คนเดียว...

แต่มันก้อมีความสุขอยู่ลึกๆ...ที่เราได้ร้องไห้ออกไป...

มันทรมานสุดๆ...แต่เราก้อมีความสุขที่เห็นตัวเองทรมาน...

edit @ 30 Oct 2007 21:48:42 by [^_^] J a Z Z i n L i v E :: d E C o R A t i v E_B o Y [^_^]

2006/Apr/04

แล้ววันนี้ก้อมาถึง...

วันที่เธอไม่ได้อยู่กับเราแล้ว...

เธอที่คอยช่วยเหลือเรามาตลอด...

เธอที่คอยกระซิบส่งต่อคำพูดต่างๆนานาที่ใบหูของเราเสมอๆ

เธอที่ช่วยเราคิดเลขเยอะๆให้เวลาคำนวณปริมาณสารสัมพันธ์

เธอที่คอยปลุกเราและคนข้างบ้านทุกเช้า เพราะเสียงเธอดังมาก

เธอยังชอบเตือนเวลานัดสำคัญๆต่างๆแบบตรงเวลามาก

เธอที่เราจะต้องให้เงินเธอทุกเดือน เดือนละ300บาทเป็นอย่างน้อย

เธอยังชอบอ้อนให้เราพาไปทะเลอยู่บ่อยๆ

และจะอ้อนว่าคลื่นไม่มีให้เราใจอ่อนพาเธอไปหาคลื่น

เวลาเรามีเธออยู่ข้างกายทีรัย มักจะรู้สึกอุ่นใจทุกที

เวลาว่างๆไม่มีรัยทำ เธอชวนเราเล่นเกมงู เพราะเล่นเป็นอยู่เกมเดียว

แล้วเธอยังเป็นคนเก็บจดหมายทุกฉบับให้เรา

โดยไม่เคยเปิดก่อนผมเลยสักครั้ง

แต่เธอไม่รู้เป็นโรคอะรัย? ชอบให้เราจับเธอเสียบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าบ่อยๆ

แล้วเธอก้อร้องออกมาว่า "ตู๊ด...กำลังชาร์จ"

เธอที่ชอบสั่น ไม่รู้จะสั่นทำไม สั่นแล้วยังร้องดังด้วยนะ

เธอที่ชอบเปลี่ยนหน้ากากอยู่บ่อยๆ สุดท้ายก้อกลับมาใช้หน้ากากเดิม

เธอที่..............

วันนี้...เราไม่มีเธออีกแล้ว

เธอไปกับคนที่เราไม่รู้จัก

โดยที่ไม่บอกกล่าวเราสักคำ

เธอทิ้งเราได้ลงคอ

พอติดต่อไปก้อไม่ได้แล้ว

เค้าคนนั้นตัดการติดต่อระหว่างเรากะเธอโดยไม่ใยดี

ใจร้ายจัง

ทำไมทำกะเราแบบนี้นะ

เธอเบื่อเราแล้วหรอ

เบื่อเรามากแล้วใช่มั้ย

ใช่เซ่

เรามันไม่ดี

เรามันไม่มีเวลาให้เธอนี่

ก้อเราเรียนสายวิทย์แล้วอ่ะ

เราก้อต้องขยันขึ้นนี่

ทำไมเธอไม่เข้าใจเราบ้างอ่ะ

โธ่...

ทำไม?

โอ้วววววววว

เสียดาย

เธอไปพร้อมกับเงินที่เราให้เธอไป เหลืออยู่ตั้ง 372 บาท

แทนที่จะคืนให้เราก่อนแล้วไปก้อได้

แต่เราก้อรู้อ่ะ...ว่ายังไงก้อเอาคืนมาไม่ได้แล้ว...

เพราะเราใช้วันทูคอล...

...

...

...

...

ปล. คิดถึงเธอจัง......Nokia 2100 มีรูปเรากะพี่อยู่ด้านหลังด้วยสิ

เฮ้ออออออ..........


edit @ 2006/04/04 23:55:02
edit @ 2006/04/05 22:07:58

2006/Apr/04

In my Wind Diary -Part one

--------------------

If only I can feel you...Even as the wind

ประโยคที่ยังตราตรึงอยู่ในใจผมไม่มีวันเสื่อมคลาย ตั้งแต่ที่ได้ดูหนังเรื่องนั้น กับคนที่ผมรู้สึกดีๆ

ผมไม่ได้เป็นคนโรแมนติกอะไรเป็นแค่เด็กผู้ชายขี้เหงาที่ไม่เอาไหนคนนึงเท่านั้นเอง และก็ไม่ได้มีเวลาว่างมากพอที่จะเอาสมองมาจินตนาการเรื่องความฝันหรือเรื่องราวในอนาคตที่อยากให้เป็นต่างๆนานาอย่างพวกนักเขียนนิยาย เพราะปัญหาต่างๆที่เข้ามารุมล้อมในตอนนี้มันก็มากเกินที่จะรับมันอยู่แล้ว ไหนจะเรื่องเรียน เรื่องที่บ้านอีก แน่นอนว่าเรื่องหัวใจก็คงไม่ต้องพูดถึงกัน เพราะถอดใจกับมันตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทอดน่องปล่อยอารมณ์ออกไปเรื่อยเปื่อยตัวคนเดียว และยังมีเครื่องเล่นคู่ใจที่เค้าเรียกกันว่าเอ็มพีสามที่ติดหูอยู่ไม่เคยห่าง เพลงที่ฟังอยู่มันเหมือนกับมีอะไรมาดลให้มันเหมาะเจาะกับอารมณ์ของผมพอดี อารมณ์ที่เปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง แต่แฝงไปด้วยความสุขเล็กๆ แปลกมันเป็นคำที่แล่นออกมาจากสมองในตอนนั้นทันที ทั้งที่ผมชอบบ่นกับตัวเองว่าเหงาอยู่บ่อยๆแท้ๆ แต่ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขกว่า เมื่อได้อยู่คนเดียว บางที มันอาจเป็นเรื่องที่ไร้เหตุหลไปเลยถ้าเล่าให้คนอื่นฟัง

เวลาเลิกเรียน ผมมักจะไปเตร่ที่อื่นก่อนเสมอ และจะกลับบ้านดึกดื่นแทบทุกครั้ง แต่ที่ที่ผมไปนั้น ไม่ใช่ตามห้างสรรพสินค้าใกล้โรงเรียนที่นักเรียนมักจะมาเที่ยวเถลไถล เพราะผมไม่ชอบที่แบบนั้น มันหนวกหู และไร้สาระมากสำหรับผม

ท่าพระจันทร์ท่าพระอาทิตย์สองแห่งนี้ ถ้าดูตามชื่อ ก็เหมือนว่าจะเคียงคู่กัน ซึ่งสำหรับตัวผมเอง ก็คิดว่าจริงนะ เวลาที่ผมไปเดินเตร่แถวท่าพระจันทร์ ผมก็มักจะเสียเงินแทบทุกครั้งไป เพราะอาหารที่นั่นมีเยอะมากและรสชาติก็ไม่ใช่ธรรมดา เมื่อออกจากท่าพระจันทร์ ผมก็ไปต่อที่ท่าพระอาทิตย์ซึ่งเป็นที่ที่เหมาะมากกับการหาที่นั่งกินลมชมบรรยากาศเงียบๆ ประกอบกับในเวลานั้นเริ่มค่ำนิดๆแล้ว จึงสามารถมองเห็นแสงไฟดวงเล็กๆที่เรียงรายกันไปตามสะพานพระรามแปด และที่ที่ผมนั่งอยู่ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยาพอดี เงาที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำนั้น เพิ่มความนุ่มนวลให้กับแสงไฟเหล่านั้นเป็นอย่างมาก ช่วงเวลาที่ได้ปล่อยอารมณ์อยู่คนเดียวนี้ช่างแสนสุขเหลือเกิน ถึงแม้ว่าผู้คนที่อยู่รอบกายผมจะนั่งคุยกันเป็นคู่ๆอย่างมีความสุขก็เถอะ ผมก็ไม่มีความรู้สึกอิจฉาแม้แต่นิด เพราะความสุขของแต่ละคนนั้นต่างกัน

เข็มนาฬิกาบนข้อมือที่บอกผมว่า ตอนนี้ ผมควรจะกลับบ้านซักที ทำให้ผมตื่นตัวจากอารมณ์เดิมทันที ผมเร่งฝีเท้าเพื่อไปข้ามเรือข้ามฟากกลับไปยังท่าน้ำศิริราช ระหว่างนั่งเรือ ถึงแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆก็ตามที แต่เมื่อผมได้มองกลับไปยังท่าพระอาทิตย์ มันก็ทำให้ผมแน่ใจแล้วว่า ที่นี่แหละ จะเป็นที่ที่ช่วยผมจากความรู้สีกที่เลวร้ายบนโลกใบนี้ได้ สายลมที่ตีเค้ามายังเสื้อนักเรียนสีขาวบางๆ ได้ซึมผ่านมาที่กายของผม ทำให้รู้สึกเย็นสบาย ถึงตอนนี้ ความคิดที่อยากจะลงจากเรือข้ามฟากลำนี้ก็ได้หมดไปจากสมองเสียแล้ว และดวงตาเล็กๆของผมทั้งสองข้างก็ปิดลงอย่างอัตโนมัติภายใต้แว่นตากรอบพลาสติกสีดำมันที่เพิ่งเปลี่ยนมาไม่นาน น้อง น้องแว่น ถึงท่าแล้วน้อง ไม่ขึ้นหรอ เสียงหนึ่งซึ่งดังมาจากด้านหน้า ผมจึงรีบลืมตา แล้วลุกเดินขึ้นจากเรือทันที แล้วเดินไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายศิริราชกลับบ้าน

ผมลงจากรถเมล์ แล้วเดินขึ้นสะพานลอยเพื่อไปนั่งมอร์เตอร์ไซค์ต่อเข้าบ้าน ในเวลานี้แหละเป็นช่วงเวลาที่ผมจะได้เดินทอดน่องปล่อยอารมณ์ตามลำพังอย่างเรื่อยเปื่อย ผมจะไม่ยอมให้อะไรมาพรากช่วงเวลานี้ไปจากผมเด็ดขาด เมื่อไหร่ที่ผมเดินบนสะพานลอยแห่งนี้ จะไม่มีครั้งไหนที่จะไม่กางแขนออกเพื่อรับลมเลยแม้แต่ครั้งเดียว เสื้อนักเรียนสีขาวบางที่สะบัดไหวตามเคยเมื่อกระทบกับสายลมที่พัดมาไม่หยุดหย่อน ทำให้ผมได้หยุดคิดอะไรไปพลางๆ

ผมเคยคิดว่า ถ้าหากผมล่องลอยได้อย่างอิสระเหมือนกับสายลมเหล่านี้ล่ะก็ คงไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว ชีวิตผมขอแค่หลับตาและล่องลอยไปในสายลมอย่างอิสรเสรีชั่วนิรันดร์ก็พอแล้ว และถ้าผมกลายเป็นวิญญาณ จะสามารถล่องลอยไปในสายลมที่เป็นนิรันดร์นี้ได้รึเปล่านะ เพราะถ้าทำได้จริงๆล่ะก็...ผมก็อยากจะลองเป็นดูเหมือนกัน...

อังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547

(^_^) พฤต(^_^)


edit @ 2006/04/04 23:15:38


edit @ 2006/04/04 23:20:13
edit @ 2006/04/04 23:21:48


Jiang Yi Geng
View full profile